ถ้าคุณวางแผนที่จะอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์นานกว่า 3 เดือนคุณต้องสมัครขอวีซ่า MVV หรือ ใบอนุญาติให้พำนัก (Machtiging Voorlopig Verblijf = Provisional Residence Permit)
เพื่อที่จะมีสิทธิได้รับวีซ่า MVV อันดับแรกที่คุณต้องทำคือการสอบภาคพิเศษทางภาษารวมทั้งการทดสอบความรู้ที่สถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพฯ นั่นคือ การสอบบูรณาการพลเมือง
ข้อสอบชุดใหม่ที่จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 เป็นต้นไป ประกอบไปด้วย 3 ส่วน

เมื่อทำการทดสอบข้อสอบบูรณาการพลเมือง ผู้เข้าสอบไม่จำเป็นต้องเขียนคำตอบใดๆทั้งสิ้น แม้กระทั่งคำตอบสำหรับข้อสอบ การอ่านและความเข้าใจ ผู้เข้าสอบเพียงแค่อ่าน ฟัง แล้วพูดตอบ
อย่างไรก็ตามผู้เข้าสอบต้องมีความรู้และความเข้าใจและสามารถพูดภาษาดัตช์ได้ในระดับ A1 ของ NT2 รวมไปถึงการออกเสียง การเน้นคำสูงต่ำ ซึ่งต้องทำให้ได้ใกล้เคียงกับเจ้าของภาษาให้มากที่สุด
เนื้อหาของข้อสอบบูรณาการพลเรือนมีดังต่อไปนี้
ส่วนแรกของข้อสอบคือ ความรู้เกี่ยวกับสังคมดัตช์ ซึ่งเป็นข้อสอบจำนวน 30 ข้อ ที่ประกอบไปด้วยรูปภาพจำนวน 100 รูปที่นำมาจากหนังสือ ’Naar Nederland’
ระดับผลการสอบผ่านของข้อสอบส่วนนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเริ่มจากวันที่ 1 เมษายน เป็นต้นไป นั่นคือ ต้องผ่านอย่างน้อย 70% (70 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100)
ข้อสอบส่วนที่สองเป็นการพูด ขั้นแรกผู้เข้าสอบต้องกล่าวซ้ำประโยคจำนวน 24 ประโยค ที่ได้ยินในภาษาดัตช์ (24 ประโยคนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนๆ ละ 12 ประโยค) ขั้นต่อมาผู้เข้าสอบต้องตอบคำถามจำนวน 14 ข้อ ส่วนขั้นสุดท้ายผู้เข้าสอบต้องตอบคำถามข้อสอบจำนวน 10 ข้อโดยต้องเป็นคำตรงข้ามกับคำตอบที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นคำเกี่ยวกับคำนาม คำกริยา และคำคุณศัพท์ในภาษาดัตช์
นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 เป็นต้นไป ระดับการผ่านข้อสอบสำหรับส่วนการพูดจะเปลี่ยนเป็น 26 คะแนน จากคะแนนเต็ม 80 (นั่นคือ 33% ของคำตอบที่ถูกต้องและใกล้เคียงกับระดับ A1 ของ NT2)
ส่วนที่สามของข้อสอบจะเป็นการอ่านและทำความเข้าใจ ข้อสอบเขียนดังกล่าวนี้จะอิงจากหนังสือซึ่งผู้เข้าสอบจะต้องอ่านออกเสียงเนื้อหาทั้งหมด ยกเว้นข้อสอบที่ต้องอ่านในใจที่เป็นเรื่องสั้นจำนวน 3 เรื่องที่ผู้เข้าสอบจะต้องใช้ตอบคำถามโดยการพูดตอบในไมโครโฟน
สำหรับข้อสอบส่วนนี้ ผู้เข้าสอบต้องผ่านอย่างน้อย 75%
ข้อสอบการอ่านและการทำความเข้าใจ ประกอบไปด้วย 5 ส่วน
ข้อสอบส่วนที่เป็นความรู้เกี่ยวกับสังคมดัตช์มีเพียงแค่รูปภาพ และเสียง จะไม่มีข้อความใดๆทั้งสิ้น
ข้อทดสอบการพูดจะไม่มีข้อความหรือรูปภาพใดๆทั้งสิ้น ยกเว้นเสียง
ข้อสอบส่วนที่เป็นการอ่านและการทำความเข้าใจจะมีหนังสือให้และการสอบจะอิงจากหนังสือเล่มดังกล่าวซึ่งประกอบไปด้วยข้อความในภาษาดัชต์เท่านั้น ไม่มีรูปภาพใดๆ คำถามในการทดสอบทั้งหมดจะมีทั้งแบบเขียนและพูด แต่ผู้เข้าสอบไม่จำเป็นต้องเขียนสิ่งใดทั้งสิ้น ผู้เข้าสอบสามารถจดบันทึกส่วนตัวระหว่างการทดสอบข้อสอบเกี่ยวกับการอ่านและความเข้าใจได้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม บันทึกนี้จะไม่มีผลต่อผลการทดสอบเพราะนั่นเป็นเพียงการจดบันทึกส่วนตัว
ข้อความสำคัญ>
เนื่องจากมีข้อกำหนดใหม่เหล่านี้ ผู้เข้าสอบควรได้รับความช่วยเหลืออย่างมืออาชีพจากครูผู้สอนภาษาดัตช์ที่มีคุณภาพเพื่อที่จะสามารถทำคะแนนได้อย่างน้อย 75% ของคำตอบที่ถูกต้อง (ขั้นต่ำของการผ่านการทดสอบ) และเนื่องจากผู้เข้าสอบจะต้องพูดภาษาดัชต์ให้ได้ในระดับเริ่มต้น A1 ของ NT2 ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2554 รวมถึงการออกเสียงที่ถูกต้อง การเน้นเสียงสูงต่ำ การเตรียมตัวที่ดีจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เข้าสอบสามารถผ่านการทดสอบข้อสอบบูรณาการพลเมืองแบบใหม่นี้ได้
* NT2 หมายถึง “ภาษาดัชต์เป็นภาษาที่สอง” ซึ่งวัดไว้โดย CEFR-NT2 นั่นก็คือการจัดมาตรฐานคุณภาพภาษายุโรปโดย Council of Europe
ระดับการทดสอบตามรายงานระดับจาก TGN ระดับ CEF |
ระดับ CEF |
| 80 | C2 |
| 68-79 | C1 |
| 57-67 | B2 |
| 47-56 | B1 |
| 37-46 | A2 |
| 26-36 | A1 |
มีความแตกต่างเล็กน้อยในการให้ความหมายซึ่งใช้ได้อย่างแม่นยำและอย่างเป็นธรรมชาติ
สามารถพูดอย่างเป็นตามธรรมชาติและด้วยความเชี่ยวชาญอย่างเป็นธรรมชาติและยังทำให้แสดงออกมาโดยไม่ีติดขัด แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องในไวยกรณ์และเสียงด้วยความเข้าใจในการใช้ภาษาที่หลากหลายและซับซ้อน รวมถึงการใช้คำเชื่อมอย่างถูกต้อง สามาถเข้าใจคนพูดที่เป็นเจ้าของภาษาได้อย่างดีเยี่ยมแสดงให้เห็นว่าเขา/เธอมีความเชี่ยวชาญและเป็นธรรมชาติโดยการพูดอย่างชัดเจนและพูดอย่างเป็นธรรมชาติอย่างชัดเจนและเรียบเรียงอย่างดี
สามารถแสดงให้เห็นว่าเขา/เธอมีความเชี่ยวชาญและเป็นธรรมชาติโดยแทบไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามในการใช้ภาษา มีการออกเสียงอย่างชัดเจนและเป็นธรรมชาติ สามารถเปลี่ยนเสียงได้หลากหลายและเน้นในส่วนที่ควรเน้นได้ มีความผิดพลาดน้อยแสดงให้เห็นถึงความแม่นยำในการเชื่อมคำ มีความเข้าใจเสมือนเจ้าของภาษาแต่อาจจะถามเพื่อเป็นการยืนยันบ้างในบางครั้งนำเสนอข้อมูลและมุมมองอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องพยายาม
สามารถสร้างภาษาด้วยจังหวะที่สมดุลอย่างมีเหตุผล โดยมีการหยุดพักที่พอจะสังเกตได้บ้างเล็กน้อย มีการออกเสียงและโทนเสียงที่ชัดเจน ความผิดพลาดไม่ได้นำให้เกิดความเข้าใจผิด มีความสอดคล้อง แต่บางครั้งยังมีการสะดุดบ้างเล็กน้อย สามารถเข้าใจผู้พูดที่เป็นเจ้าของภาษาในระดับมาตรฐานได้ แม้ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสียงดังไม่เอื้ออำนวย
สื่อสารประเด็นสำคัญได้อย่างเข้าใจด้วยความคุ้นเคย
สามารถพูดคุยได้อย่างเข้าใจ แม้ว่ายังมีการหยุดเพื่อนึกเพื่อวางแผนและสร้างรูปประโยคอย่างชัดเจน การออกเสียงสามารถเข้าใจได้แม้ว่าหลายครั้งยังมีสำเนียงชาวต่างชาติและมีการออกเสียงที่ผิดอยู่ สามารถใช้บทเพลงทั่วไปในสถานการณที่เตรียมการไว้แล้วอย่างพอใช้และถูกต้อง สามารถเชื่อมคำที่เล็กและง่ายๆให้เป็นประโยคแบบยาวได้ สามารถเข้าใจการพูดของเจ้าของภาษาอย่างชัดเจน แต่อาจจะต้องถามซ้ำอีกครั้ง
สื่อสารข้อมูลพื่นฐานเกี่ยวกับงาน ประวัติ ครอบครัว เวลาว่าง และอื่นๆ
สามารถ เข้าใจในประโยคแบบสั้น แม้ว่าจะมีการหยุดคิด ความผิดพลาดและก็จัดคำใหม่ยังมีการจัดคำใหม่ การออกเสียงโดยทั่วไปชัดเจนพอที่จะเข้าใจ แม้ว่าจะมีสำเนียงของชาวต่างชาติ ใช้รูปประโยคแบบง่ายได้อย่างถูกต้องอย่างจำกัด แต่ข้อผิดพลาดยังมีการคิดที่เป็นระบบ สามารถเชื่อมกลุ่มคำด้วยคำเชื่อมเชื่อมเช่น “และ”, “แต่”, และ “เพราะ” สามารถเข้าใจการพูดของเจ้าของภาษาชัดเจนโดยี่ต้องมีการเน้นคำเมื่อมีความจำเป็นในการถามเพื่อการทวน
ทำประโยคอย่างง่ายเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลและหัวข้อที่คุ้นเคยได้
สามารถรับมือกับรูปประโยคแบบสั้น ประโยคแบบสั้น และประโยคมาตรฐานได้ มีการหยุดคิดหลายครั้งเพื่อหาประโยคและเพื่อออกเสียงในคำที่ไม่คุ้นเคย พูดด้วยสำเนียงชาวต่างชาติอย่างชัดเจน เข้าใจในคำถามที่ถามมาด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน